Tuesday, May 10, 2005

สบายๆสไตล์steelers

วันนี้ก็เป็นวันแรกนะครับที่ผมๆได้มีโอกาสเขียนเว็บบล็อก ก็ถือโอกาสนี้ทักทายผู้อ่านที่มีอยู่น้อยนิด แล้วก็ฝากเนื้อฝากตัวก้นด้วยนะครับ ผมเองผมก็อยากจะมีส่วนร่วมกับชุมชนวิชาการนี้ อยากให้เราๆท่านๆสามารถแลกเปลี่ยนความคิดได้อย่างเสรี ไม่ถูกกำจัดโดยระยะทาง ผมเองก็ขอเริ่มต้นแบบสบายๆก่อนก็แล้วกันนะครับ โดยช่วงแรกๆนี้ก็จะถือโอกาสใช้เว็บบล็อกนี้เป็นไดอารี่ส่วนตัวไปก่อน ถ้าฝีมือแก่กล้าขึ้น ก็หวังว่าจะสามารถสอดแทรกสาระลงไปบ้างไม่มากก็น้อย

ครับ ในที่สุดวันนี้ผมก็ได้ทราบซะทีครับว่าผมสามารถกลับเมืองไทยได้เมื่อไหร่ ผมจะกลับเมืองไทยวันที่21เดือนห้านี้แล้วครับ ในที่สุดการเดือนทางอันทรหดครั้งที่เจ็ดก็ได้ถูกกำหนดแล้ว ที่ผมเรียกการเดินทางครั้งที่เจ็ดก็เพราะว่าตั้งแต่ผมมาญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อเดือนเมษาปี่ที่แล้ว รวมทั้งหมดแล้วเดินทางไปกลับเมืองไทยทั้งหมดหกครั้งแล้วครับ ครั้งนี้ก็คือครั้งที่เจ็ดนี่เอง เดือนทางไปกลับบ่อยจนเพื่อนที่มาส่งที่สนามบินตอนที่ผมเดินทางมาญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกนั้นบ่นอุกไปตามๆกันว่า ถ้ารู้ว่าอีกสองเดือนมันก็กลับมาแล้ว กูไม่น่ามาส่งมันเลย แต่ที่ผมกลับไปนั้นก็เนื่องด้วยเหตุผลที่จำเป็นนะครับ เพราะผมต้องบินกลับไปสัมภาษณ์และจัดการเรื่องทุนกพ รวมค่าเครื่องบินทั้งหมดก็เกือบแสนบาท

พูดถึงเรื่องเงินนี้ก็ต้องนึกถึงรัฐบาลญี่ปุ่นเขาละครับ ผมเป็นหนี้รัฐบาลญี่ปุ่นอยู่มากครับ ถึงตอนนี้ก็นึกถึงทุนที่ใจกว้างมากกว่าทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้ ตอนนี้ก็ยังรู้สึกผิดอยู่ไม่หายที่ตัดสินใจรับทุนเขาแล้วแต่กลับไม่เรียนที่ญี่ปุ่น ถึงตอนนี้ก็คิดอยู่ในใจว่าอยากจะทำอะไร ตอบแทนรัฐบาลญี่ปุ่นบ้างในอนาคตและก็อยากจะให้รุ่นน้องที่ชอบที่จะเรียนที่ญี่ปุ่นจริงๆมาสมัครทุนรัฐบาลญี่ปุ่นกันมากๆ เพราะทุนเขามีข้อดีมากมาย ข้อแรกก็คือรัฐบาลญี่ปุ่นให้เงินเดือนมากจริงๆ ถ้าเทียบเป็นเงินไทยเเล้วประมาณ 65,000บาท เทียบกับเงินที่กพ ให้นักเรียนทุนรัฐบาลไทยที่อเมริกาไม่ได้เลยที่ ประมาณ 43,000บาท แต่จะมาเปรียบเทียบสถานะทางการเงินของรัฐบาลญี่ปุ่นกับรัฐบาลไทยได้ยังไงละครับ จริงมั้ย เอาเป็นว่านักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต่างก็อู้ฟู่และมีชีวิตที่สุขสบายไปตามๆกัน

สองก็คือที่ญี่ปุ่นนี่ทีมาตรฐานการครองชีพที่ดีมาก ชีวิตที่นี่พูดได้เต็มปากเลยว่า นอกจากเรื่องเรียนแล้ว ชีวิตที่นี่ไม่ลำบากเลย การคมนาคมสะดวก อันนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับระบบรถไฟอันสุดแสนจะสะดวกสบาย (ก็ไม่แน่นะ เพราะพึ่งมีอุบัติเหตุรถตกรางไปเอง) นอกจากนี้อาหารที่นี่ก็อร่อยและหากินได้ง่าย และก็สะอาด วางใจได้

และสามก็คือเราสามารถเรียนรู้อะไรจากคนญี่ปุ่นได้มากครับ ด้านหนึ่งเขาก็เป็นคนจริงจัง ทำอะไรต้องละเอียดอ่อน เน้นทั้งmeans และ ends อีกด้านหนึ่งเขาก็เป็นคนน่ารัก ใจดี และถ้าเราแสดงกริยาที่จริงใจ ยิ้มแย้ม และที่สำคัญต้องอ่อนน้อมถ่อมตน ผมว่าคนญี่ปุ่นเป็นคนที่คบด้วยไม่ยากครับ

สรุปแล้วนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะมีชีวิตที่ดีสุขสบายในระดับหนึ่ง แต่สำหรับผมเองนั้น ผมมีเหตุผลที่จะยกเลิกทุนนี้ครับ เหตุผลหลักก็คือเรื่องการเรียน ผมว่ามหาวิทยาลัยดังๆในญี่ปุ่นนั้นมีการเรียนการสอนที่เข้มข้นมากไม่แพ้ที่ไหนในโลก นักเรียนที่นี่เขาก็ตั้งใจเรียนกันมาก มากกว่าที่หลายคนพูดกัน แต่ปัญหามันอยู่ที่ภาษาญี่ปุ่นครับ ในห้องเรียนมีแต่ภาษาญี่ปุ่น นอกห้องเรียนก็มีแต่ภาษาญี่ปุ่น นอกจากนี้นักเรียนส่วนใหญ่ก็ยังเป็นคนญี่ปุ่น ในห้องเรียนอาจารย์สอนเป็นภาษาญี่ปุ่น คือแค่ภาษาอังกฤษก็แทบแย่อยู่แล้ว ยังต้องฟังเป็นภาษาญี่ปุ่นอีก ก็ใบ้กินละครับงานนี้ ส่วนนอกห้องเรียนก็เป็นภาษาญี่ปุ่น และนักเรียนส่วนใหญ่ก็เป็นคนญี่ปุ่น เหตุผลนี้มันทำให้เราไม่สามารถทำอะไรได้มากเท่าที่เราอยากทำครับ นักเรียนญี่ปุ่นเขาถกเถียงอะไรกันทางวิชาการ เราก็รู้สึกแปลกที่เราจะเข้าไปร่วม เพราะภาษาเราก็ไม่แข็งขนาดนั้น และผมก็คิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่แตกต่างกับการเรียนระดับบัณฑิตวิทยาลัยที่อเมริกาที่มีความเป็นนานาชาติสูง นักเรียนมีสิทธิมีเสียงพอๆกัน (ไม่รู้ใช่หรือเปล่า แต่ผมคิดแบบนี้) เพราะฉะนั้นเราก็สามารถมีบทบาทอะไรได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการเรียนที่ญี่ปุ่นนี้ดีก็จริง แต่ดีก็กับชาวญี่ปุ่นด้วยกัน ไม่ค่อยเอื้อกับคนต่างชาติมากนัก แต่ตอนนี้รัฐบาลญี่ปุ่นเขาก็มีความพยายามเพิ่มความเป็นานาชาติให้กับมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นอยู่ ด้วนการให้ทุนนักศึกษาต่างชาติมาเรียนที่ประเทศของเขา แต่ถ้าจะให้ดี ผมอยากจะให้เขาช่วยปรับปรุงระบบอะไรให้มันเอื้อกับคนต่างชาติมากกว่านี้ แต่ผมคิดว่าก็ทำยากมากนะครับเพราะสังคมญี่ปุ่นมันเป็นแบบนี้ เป็นสังคมที่ค่อนข้างปิดอยู่แล้ว

นอกจากนี้ที่ผมตัดสินใจรับทุนกพก็เพราะความภูมิใจส่วนตัวที่อยากจะเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไทย อยากทำงานเป็นข้าราชการรับใช้ประเทศไทย ซึ่งผมหวังและคิดว่าผมน่าจะทำอะไรที่เป็นประโยชน์ได้บ้าง

แค่นี้ก่อนละกันนะครับ เอาแค่เซิบๆไปก่อน พบกันครั้งหน้าครับ

2 Comments:

At 8:54 AM, Blogger kazamatsuri_sho said...

เรื่องความไม่รู้ของประเทศญี่ปุ่นนี่เป็นหัวข้อที่เข้าใจยากจริงๆ ประเทศที่ทันสมัยและเปิดกว้างให้นักต่างชาติเข้ามาหากินอย่างญี่ปุ่นกลับไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับโลกข้างนอก ผมก็ไม่รู้จริงๆว่าประเทศนี้เค้าพัฒนากันอีท่าไหน อย่างหนังสือภาษาต่างประเทศหาได้ยากมาก ไม่ทราบว่านักวิชาการประเทศนี้ไม่อ่านหนังสือภาษาอังกฤษหรือไง หรือภาษาอังกฤษก็กระท่อนกระแท่นมาก กีฬาก็ดูเฉพาะในประเทศ ข่าวก็มีแต่เรื่องในประเทศ คิดแล้วงง

 
At 2:30 PM, Blogger David Ginola said...

ไม่ทราบว่านศ.ญี่ปุ่นเค้าพูดภาษาอังกฤษกันได้ดีแค่ไหนเหรอครับ?

ถ้ายังไม่ดีนัก ผมคิดว่าญี่ปุ่นคงต้องเน้นพัฒนาด้านภาษาอังกฤษให้ดียิ่งขึ้น ถ้านศ.ญี่ปุ่นส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้ดี การรับนศ.ต่างชาติเข้ามาเรียนในญี่ปุ่นก็คงจะง่ายขึ้นเยอะครับ คงจะมีเปิดคอร์สที่สอนโดยใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้นด้วย

ว่าแต่ว่า คุณ steelers เป็นแฟน pittsburgh ใน NFL รึเปล่าครับ? ผมแฟน colts กะ chargers ครับ

 

Post a Comment

<< Home