Wednesday, May 11, 2005

ว่าด้วยโตเกียวและโอซาก้า 東京と大阪について

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ในฐานะที่ผมจะกลับเมืองไทยในวันที่21นี้ ผมอยากจะถือโอกาสนี้แสดงความคิดเห็น ในประเด็นที่เกี่ยวกับญี่ปุ่นที่ฮอตที่สุด สำหรับผมตอนนี้ ที่ว่าฮอตนี่ไม่ใช่หมายความว่าเป็นที่พูดคุยกันในหมู่ชาวญี่ปุ่นนะครับ แต่เป็นสิ่งที่ผมให้ความสนใจมากเป็นพิเศษในช่วงนี้ นั่นก็คือความแตกต่างระหว่างโตเกียวเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นกับเมืองโอซาก้าครับ ผมคิดว่าข้อเขียนอันนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ไม่เคยอยู่ญี่ปุ่น และเพื่อให้เพื่อนๆของผมในญี่ปุ่นมีโอกาสแสดงความคิดเห็นด้วย

ผมเคยอยู่ญี่ปุ่นมาปีนี้เป็นปีที่สอง สังเกตว่าประเทศญี่ปุ่นมีเมืองใหญ่หลายเมือง ซึ่งก็เป็นลักษณะของประเทศที่พัฒนา แล้วมีการกระจายความเจริญ ไปเกือบทุกส่วนของประเทศ ซึ่งต่างจากประเทศไทย ที่ทุกอย่างจะมารวมกับอยู่ที่กรุงเทพ ที่ว่าใหญ่ในที่นี่ไม่ได้รวมแค่จำนวนประชากรอย่างเดียว แต่รวมถึงความสำคัญในทางประวัติศาสตร์ การเมือง วัฒนธรรมและเศรษฐกิจด้วย เมืองใหญ่เหล่านี้ก็มีโตเกียว โยโกฮาม่า โอซาก้า นะโกย่า ฟุกุโอกะ ซัปโปโร เกียวโต และโกเบ และในบรรดาเมืองใหญ่เหล่านี้ เมืองที่ถือว่าเป็นคู่แข่งกันมาตั้งแต่หลายร้อยปีมาแล้วก็คือโตเกียว ซึ่งอีกชื่อหนึ่งก็คือเอะโดะ กับโอซาก้า (จริงๆต้องเขียนว่าโอซะกะแต่ผมจะเขียนว่าโอซาก้าเพื่อให้เข้ากับธรรมเนียมการอ่านของคนไทย) ในปีแรกที่ผมมาอยู่ญี่ปุ่นนั้นผมได้มีโอกาสไปอยู่โตเกียว ได้ยินได้เห็นอะไรมาพอสมควร ดังนั้นเมื่อมีโอกาสมาอยู่ญี่ปุ่นอีกเป็นคำรบที่สอง ผมก็ไม่ลังเลที่จะเลือกอยู่ที่โอซาก้า เพราะผมคิดอยู่เสมอว่าถ้าอยากจะรู้จักญี่ปุ่นอย่างแท้จริง อยู่โตเกียวไม่พอครับ ต้องมาอยู่ในดินแดนแถบคันไซที่มีโอซาก้าเป็นศูนย์กลางด้วย ถึงจะรู้จักญี่ปุ่นอย่างถึงกึ๋น ทีนี้คำถามก็คือทำไม ในความคิดของผม ตำตอบก็คือเมืองทั้งสองเมืองนี้มีความเหมือนที่อยู่ในความแตกต่างครับ

ที่ว่าความเหมือนนี้ก็คือเมืองทั้งสองนี้มีบทบาทที่สำคัญมากในพัฒนาการของประเทศญี่ปุ่น เมื่อเราไปโอซาก้าหรือโตเกียว เราจะพบว่าสภาพบ้านเมืองมีความเจริญ ตึกรามบ้านช่องสูงสง่า ใหญ่โต มีระบบการขนส่ง โดยเฉพาะระบบรางที่มีประสิทธิภาพ ซับซ้อน และคลอบคลุม มีท่าเรือใหญ่โต มีการถมที่ออกนอกทะเลเพื่อสร้างแผ่นดินเพิ่ม มีสนามบินที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งและสองของประเทศ ทั้งสองเมืองเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ในขณะที่โตเกียวจับตามองไปยังอเมริกา ยุโรป โอซาก้ากลับมองมายังจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในขณะที่โตเกียวเป็นศูนย์กลางทางการเงิน โอซาก้ากลับเป็นศูนย์กลางทางอุตสาหกรรม โดยโอซาก้าทั้งจังหวัดมีผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงกว่าทั้งประเทศแคนาดาเสียอีก (อ้างอิงจากหนังสือหน้าต่างสู่โลกกว้าง ฉบับประเทศญี่ปุ่น) โตเกียวมีดิสนีย์แลนด์ โอซาก้าก็มียูนิเวอร์แซล สตูดิโอ แต่ผมตั้งข้อสังเกตว่าโอซาก้าเป็นรองโตเกียวในเรื่องขนาดของเมืองและของระบบขนส่งมวลชน โดยที่โตเกียวจะมีระบบขนส่งขนาดใหญ่มากกว่า โตเกียวมีรถไฟใต้ดิน 12 สาย ส่วนโอซาก้ามี 7 สาย โตเกียวกับโอซาก้าเป็นเพียงเมืองสองเมืองของญี่ปุ่นที่มีรถไฟ JR วิ่งรอบเมืองเป็นวงกลม (環状線) โดยโตเกียวมีจำนวนสถานีบนสายรถไฟนี้ถึง29สถานี ในขณะที่ของโอซาก้ามีแค่ 19สถานีเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าโตเกียวเป็นมหานครที่ใหญ่กว่าโอซาก้า และเมื่อเรามานับจำนวนชุมทางรถไฟที่สำคัญของเมืองแล้วปรากฏว่าโตเกียวมีชุมทางที่สำคัญ (ในความคิดของผม) ถึง 6 แห่งคือ Shinjuku Shibuya Shinagawa Tokyo Ueno และ Ikebukuro ในขณะที่โอซาก้ามี 4 แห่งคือ Osaka Namba Tennoji และ Shin-Osaka

อย่างไรก็ตาม โอซาก้านั้นนับได้ว่ามีบทบาทสำคัญมาก่อนโตเกียวซะอีก ในฐานะประตูสู่เกียวโตซึ่งมีฐานะเป็นเมืองหลวงของประเทศในสมัยก่อน สาเหตุก็เพราะว่ามีผู้คนมาอาศัยในดินแดนแถบที่ราบคันไซมาตั้งแต่ยุคโบราณและได้สร้างอารยธรรมขึ้นที่นี่เมื่อประมาณ 1500 ปีมาแล้ว ตอนนั้นดินแดนแทบที่ราบคันโตที่ที่โตเกียวอยู่นั้นยังเป็นป่าอยู่เลยครับ ทั้งๆที่ที่ราบคันโตมีขนาดใหญ่กว่าที่ราบคันไซมาก และโอซาก้ามาเข้าถึงยุคความรุ่งเรืองอย่างขีดสุดในสมัยที่โตะโยะโทะมิ ฮิเดะโยะชิสามารถรวมญี่ปุ่นเป็นหนึ่งเดียวได้ และได้ตั้งโอซาก้าเป็นศูนย์กลางในการปกครองประเทศ และสร้างประสาทโอซาก้าอันสวยงาม (ประสาทที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ถูกสร้างใหม่ในสมัยเอโดะ ถ้าผมจำไม่ผิด) โอซาก้าในสมัยนั้น เปรียบเสมือน "ครัว"ของญี่ปุ่นครับ เป็นแหล่งซื้อขายสินค้าของกินของใช้นานาชนิด เพื่อส่งป้อนให้กับเกียวโต ในขณะที่เกียวโต สงบเงียบ ลุ่มลึก และอ่อนช้อยสมกับเป็นเมืองที่ประทับของจักรพรรดิ โอซาก้ากลับมีชีวิตชีวาในฐานะเมืองการค้า และประวัติศาสตร์อันยาวนานอันนี้นี่เองก็เป็นสิ่งที่คนโอซาก้าภาคภูมิใจมาจนถึงทุกวันนี้ และก็สามารถพูดได้ว่าความเป็นคนโอซาก้านี้ดำรงมาได้ถึงปัจจุบัน ผมสามารถสังเกตได้ว่าโอซาก้าเป็นเมืองที่เร่าร้อน จริงใจ และมีชีวิตชีวา คนโอซาก้าจะเป็นคนจริงใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส เร่งรีบและมีหัวการค้า ซึ่งเราสามารถสังเกตได้จากหลายๆอย่างครับ

1. คนโอซาก้าพูดภาษาญี่ปุ่นสำเนียงโอซาก้า (โอซาก้าเบน) ซึ่งผมพูดได้คำเดียวว่า "เหน่อ" คนโอซาก้าไม่ว่าจะไปที่ไหน เขาก็จะพูดภาษาญี่ปุ่นสำเนียงโอซาก้า ถึงแม้จะไปโตเกียวก็ตาม เปรียบเทียบได้กับคนอีสานพูดภาษาอีสานเมื่อเข้ามากรุงเทพซึ่งดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดู ภาษาโอซาก้าเบนนั้นยิ่งฟังยิ่งชวนให้หัวเราะครับ ไม่ใช่หัวเราะเพราะขำมุกหรือดูถูกความคิดเขานะครับ แต่หัวเราะเพราะภาษาของเขาน่ารัก ไม่เป็นทางการ ผิดกับภาษาญี่ปุ่นมาตรฐานที่โตเกียวที่ฟังดูแล้วดูเป็นทางการ ขนาดเปรียบเทียบคำพูดของผู้สูงอายุในโตเกียว ยังนับว่าฟังดูเป็นทางการอยู่มาก และในการนี้เองครับที่คนโตเกียวมักจะเอาจุดนี้มาดูถูกคนโอซาก้า เหมือนคนกรุงเทพดูถูกคนพูดภาษาอีสานยังไงยังงั้น นอกจากนี้ภาษาญี่ปุ่นแบบโอซาก้าไม่ได้แตกต่างกับภาษาญี่ปุ่นโตเกียวแค่สำเนียงอย่างเดียว แต่แตกต่างถึงไวยากรณ์บางอย่าง คำศัพท์ สำนวนบางคำ หนึ่งในข้อแตกต่างที่ผมประทับใจมากที่สุดก็คือ คนโอซาก้าจะเรียกผู้ชายที่อ่อนวัยกว่าว่า โอนี่จัง แปลว่า น้องชาย ถึงแม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ ไม่ถือตัวของคนโอซาก้าได้เป็นอย่างดี ที่โอซาก้า แม้แต่คนรุ่นคุณยายยังเรียกผมว่าโอนี่จังเลย ในขณะที่ตอนที่ผมอยู่โตเกียว ไม่มีใครเรียกผมอย่างนี้เเม้แต่ครั้งเดียว

2. ในขณะที่โอซาก้าเป็นเมืองการค้าที่ทุกอย่างต้องเร่งรีบ โตเกียวในสมัยก่อนกลับเป็นเมืองของนักรบ (ชนชั้นซามูไร) ที่ทรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและความสง่างาม สิ่งนี้ส่งผลต่อผู้คนของทั้งสองเมืองนี้ด้วย คนโอซาก้าจะเป็นคนรีบร้อน ในขณะที่คนโตเกียวเมื่อเปรียบเทียบกับโอซาก้าแล้วอาจดูช้ากว่า เคยมีคนทำสำรวจเกี่ยวกับความเร็วในการเดินของคนโอซาก้ากับโตเกียว ปรากฏว่าคนโอซาก้ามีระยะในการเดินต่อวินาทีสูงกว่าคนโตเกียว นอกจากนี้ผมยังสังเกตได้ว่าคนโอซาก้าไม่ค่อยชอบที่จะรอสัญญาณไฟเวลาข้ามถนน ซึ่งจะแตกต่างจากโตเกียวที่เคร่งครัดกว่า

3. เนื่องจากโอซาก้าเป็นเมืองการค้ามาแต่โบราณ คนโอซาก้าจะมีค่านิยมชอบของถูก ในขณะที่คนโตเกียวจะมีรสนิยมชอบของแพง (大阪は安い物自慢、東京は高い物自慢)หมายความว่าสมมุติมีหญิงชายคู่หนึ่งจะไปออกเดทกัน ถ้าทั้งคู่เป็นคนโอซาก้า พวกเขาจะไปเสาะ แสวงหาร้านอาหารราคาถูกและอร่อย และเขาก็จะภาคภูมิใจมากที่สามารถหาร้านที่ถูกและอร่อยได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าทั้งคู่เป็นคนโตเกียว ทั้งคู่จะมีค่านิยมที่ว่า ของดีของอร่อยต้อง "แพง" พวกเขาก็จะพยายามเสาะหาร้านแพงๆ บรรยากาศดีๆ ทีนี้ถ้าแต่ละฝ่ายเป็นคนโตเกียวกับโอซาก้าแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะออกเดทกันยังไง

ทุกครั้งที่ผมได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนฝูงชาวญี่ปุ่นของผมซึ่งทุกคนอยู่ที่โตเกียว ผมจะถามเขาอยู่เสมอว่าโอซาก้าเป็นยังไง คำตอบส่วนใหญ่ก็คือพวกเขาไม่ค่อยรู้จักโอซาก้า แต่เขาจะมีภาพในหัวของเขาว่าโอซาก้ามีอะไรมากมายที่แตกต่างจากโตเกียว เพื่อนผมมาจากโตเกียวยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโอซาก้ามีย่านนัมบะและชินไซบาชิที่มีชื่อเสียง บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้คนที่โอซาก้ายืนบนบันไดเลื่อนทางขวา ซึ่งต่างกับโตเกียวซึ่งยืนทางซ้าย คนโตเกียวกับคนโอซาก้านั้นมองภาพเหมือนว่าตนเองนั้นอยู่คนละประเทศกัน ทั้งนี้เนื่องจากถึงแม้ประเทศญี่ปุ่นจะมีขนาดเล็กกว่าประเทศไทยแต่สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง สลับซับซ้อน มีการเดินทางไปมาหาสู่กันลำบาก

ทุกวันนี้คนโตเกียวกำลังภาคภูมิใจบ้านเมืองตนเองในฐานะเมืองหลวงอันเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ ถึงแม้ว่าโตเกียวจะเกิดหลังโอซาก้าก็ตาม สำหรับโอซาก้านั้น ดูเหมือนจะมีการพัฒนาด้วยความเร่งที่ช้าลง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับว่าอัตราการว่างงานในโอซาก้าซึ่งถือเป็นเมืองอุตสาหกรรม ชั้นนำนั้นสูงที่สุดในญี่ปุ่นคือประมาณ7%เลยทีเดียว ทางด้านการศึกษานั้นก็ดูเหมือนว่าคนญี่ปุ่นจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับโอซาก้ามาก มหาวิทยาลัยโตเกียวถือเป็นมหาวิทยาลัยของจักรวรรดิ (Imperial University) ถูกแต่งตั้งเป็นอันดับแรก มหาวิทยาลัยเกียวโตเป็นอันดับสอง ในขณะที่มหาวิทยาลัยโอซาก้าถูกสถาปนาเป็นอันดับหก ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยโอซาก้าถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของญี่ปุ่น โดยถูกถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐอันดับสาม แต่ดูเหมือนความมีชื่อเสียงจะเป็นรองมหาวิทยาลัยโตเกียวและเกียวโตอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราพิจารณาจากศิษย์เก่าที่มีบทบาทในภาคการเมืองและเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ผมแทบจะไม่เห็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยโอซาก้าเลย

แต่อย่างไรก็ตามการพัฒนานั้นไม่มีวันสิ้นสุด ทุกวันนี้มีการเรียกร้องเพื่อที่จะกระตุ้นให้คนโอซาก้าร่วมมือร่วมใจกันพัฒนา บ้านเมืองเพื่อให้สามารถแข่งขันกับโตเกียวได้ ในสมัยที่โอซาก้าตามหลังโตเกียวมากๆ ได้มีการใช้วิธีทางไสยศาสตร์เลยทีเดียว คือคนโอซาก้าเปลี่ยนวิธีการเขียนชื่อของเมืองใหม่จาก 大坂 เป็น 大阪 ทั้งที่ตัวคันจิ 阪 ตัวนี้ไม่เคยถูกใช้ในญี่ปุ่นมาก่อน สาเหตุที่คนโอซาก้าพร้อมใจกันเปลี่ยนตัวอักษรคันจิของเมืองตนเองนั้นก็เนื่องจากว่าตัวคันจิตัวเดิมมีตัวอักษร 土 ที่เเปลว่าพื้นดินซึ่งมีความหมายในแง่ลบอยู่ ทุกวันนี้ผมพูดได้คำเดียวครับว่า คนโอซาก้าก็ยังเป็นคนโอซาก้าอยู่ ที่ยังรักษาสัญลักษณ์ของตัวเองเอาไว้อย่างเหนียวเเน่น และที่สำคัญคือพวกเขากำลังจับตามองโตเกียวอยู่ข้างหลังอย่างใกล้ชิดครับ

13 Comments:

At 2:54 AM, Blogger Steelers(钢人) said...

ขอโทษทีนะครับ ผมไม่รู้จะทำย่อหน้ายังไง ก็เลยทำให้อ่านยาก ยังไงก็ขอขอบคุณที่อ่านจนจบ

 
At 2:55 AM, Blogger Steelers(钢人) said...

และก็ขอบคุณมากครับสำหรับคอมเมนต์

 
At 4:21 AM, Blogger au55+ said...

i donno y i cant type in thai in this comment-block??
however,thank p'nat 4 such a creative and inspirative articles.
this could also be a little preference for sum1 interested!!
inspite of visiting metropolitan tokyo for just only couple of days,so do i can feel differences from those in osaka.

 
At 8:47 AM, Blogger kazamatsuri_sho said...

ลุ่มลึกมากครับ เรื่องที่ไม่รู้เยอะเหมือนกันอยู่มาปีนึงแล้วก็เถอะ เรื่องความแตกต่างระหว่างโตเกียวกับโอซาก้าบางทีพูดวันนึงก็ไม่จบ อย่างคนโตเกียวก็เคร่งขรึมไม่มีอารมณ์ขัน คนโอซาก้าร่าเริง มองอย่างนี้ที่โอซาก้าก็น่าอยู่กว่าเยอะเลย

 
At 9:03 AM, Blogger kazamatsuri_sho said...

ขอบ่นเรื่องที่ไม่เกี่ยวหน่อย พูดถึงความไม่สามัคคีของคนไทย ความจริงคือว่าคนไทยไม่เข้าใจคำว่า เลือดเนื้อชาติเชื้อไทยสักเท่าไหร่ ดูจากเหตุการณ์ปัจจุบันที่มีการขัดขากันเองเรื่องตำแหน่งใรวงการโลกระหว่างศุภชัยกับสุรเกียรติ คือว่าเวลานี้เราน่าจะลืมเรื่องความเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลแล้วช่วยเหลือกันในฐานะคนไทยเหมือนกันอย่างน้อยก็เพื่อชาติไทย ไม่ใช่จะแย่งกันดีกันเด่น นี่ยังดีที่ท้ายสุดคุณศุภชัยได้ดำรงตำแหน่งเลขาอังค์ถัด ถ้านายสุรเกียรติพลาดตำแหน่งจะหัวเราะให้ฟันโยกเลย

 
At 11:43 PM, Blogger kazamatsuri_sho said...

ผู้ที่เข้าใจถึงคุโณประการของคณิตศาสตร์ต่อวิทยาการสมัยใหม่เป็นผู้มีความเข้าใจแบบเด็ก

ใครอยากเถียงมาเจอกันได้ที่ kazamatsuri_shou@hotmail.com หลังเที่ยงคืน

 
At 10:37 AM, Blogger Steelers(钢人) said...

หมายความว่ายังไงครับคุณkazamatsuri
ช่วยอธิบายให้กระจ่างด้วยครับ

 
At 10:39 AM, Blogger kazamatsuri_sho said...

ผู้ที่"ไม่"เข้าใจถึงคุโณประการของคณิตศาสตร์ต่อวิทยาการสมัยใหม่เป็นผู้มีความเข้าใจแบบเด็ก

 
At 3:52 AM, Blogger pin poramet said...

ยินดีด้วยที่ในที่สุดก็ทำลิงก์สำเร็จ

เชื่อหรือยังว่า ไม่ยาก

 
At 3:53 AM, Blogger pin poramet said...

อ้าว แต่พอกดเข้าไปดู ปรากฎว่า ลิงก์ผมผิดนะ แก้ให้ด้วย

ว่างๆก็เข้าไปคุยกัน blog โน้นบ้างนะ

 
At 6:14 PM, Blogger David Ginola said...

น่าสนใจมากครับ

อ่านแล้วก็ชวนให้นึกสงสัยว่า ผู้คนที่เมืองอื่นๆ เช่น โยโกฮาม่า นะโกย่า ฯลฯ เค้ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวกันอย่างไรบ้าง

 
At 6:43 AM, Blogger Steelers(钢人) said...

ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ของคุณdavid ginolaมากครับ ในความเห็นผม ผมคิดว่าแต่ละเมืองคงต้องมีลักษณะเฉพาะของตนเองอย่างเป็นแน่แท้ แตหาได้มีอะไรเด่นมากขนาดที่ว่าสามารถพูดได้ว่าขัดแย้งกับเมืองอื่นและสามารถนำมาเขียนเป็นหนังสือได้ไม่ และส่วนใหญ่เเล้ว เมืองในแถบคันโตเช่นโยโกฮาม่านั้นก็จะมีลักษณะคล้ายๆกับโตเกียวซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุด ฉะนั้นเขาก็เลยเอาโตเกียวมาเป็นตัวเเทน คล้ายๆกับเหมารวมเลยว่าตนเองเป็นคนโตเกียว ส่วนเมืองในแถบคันไซนี้ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิงครับ เมืองใหญ่ในนี้คือโอซาก้า เกียวโต และโกเบ มีลักษณะแตกต่างกันอย่างมาก เพราะแต่ละเมืองก็มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเป็นของตนเอง ่ถ้าคนเกียวโตกับโกเบว่าคุณเป็นคนคันไซหรือเปล่า เขาจะตอบว่า เขาเป็นคนเกียวโต(โกเบ)ไม่ใช่คนคันไซ

อย่างไรก็ตามครับ ถึงแม้ว่าเมืองในคันไซหรือแม้กระทั้งนะโกะยะจะมีลักษณะเด่นเป็นของตัวเอง แต่ผมคิดว่ามันไม่เหมือนโอซาก้าตรงที่ของโอซาก้านี่มีลักษณะเด่นที่สามารถนำเอามาเปรียบกับโตเกียว ได้มีหลายด้านที่แตกต่างจากโตเกียวจากหน้ามีเป็นหลังมือเลย และมีคนนำไปเขียนเป็นหนังสือขายไปหลายเล่มแล้วครับ แล้วเมื่อไหร่คุณจะเขียนของคุณอันใหม่บ้างละครับ ผมรออ่านอยู่

 
At 6:37 PM, Blogger pin poramet said...

เจ้าตัวเองนั่นแหละ

เมื่อไหร่จะอัพ

รออ่านอยู่

 

Post a Comment

<< Home